อาหารคีโตอาจจะช่วยต่อสู้กับเนื้อร้ายบางชนิด

คำว่าอาจจะ แปลมาจาก May, Can, Could, Might be possible ซึ่งหมายถึงประโยชน์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันโดยหลักฐานอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ โดยอาจจะได้รับการยืนยันผ่านงานวิจัยเบื้องต้น เป็นต้น

อาหารคีโตคืออะไร (ฉบับย่อๆ)

สำหรับคนที่ไม่ทราบ อาหารคีโตก็คืออาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำแบบหนึ่ง กฎของการทานก็คือการทานไขมันและโปรตีนให้มากขึ้นในขณะที่คุณต้องตัดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลส่วนใหญ่ออกจากการทานในแต่ละวัน

การลดคาร์โบไฮเดรตยังคับให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ กระบวนการนี้เรียกว่าคีโตสิส มักจะเกิด 3-4 วันหลังจากที่ตัดคาร์โบไฮเดรตออกจากการทานอาหารในแต่ละวัน

ลดระดับน้ำช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้อร้ายในหนู

  • การรักษาระดับน้ำตาลให้สม่ำเสมออาจจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
  • งานวิจัยเบื้องต้นบ่งชี้ว่าการรักษาน้ำตาลให้ต่ำมีส่วนช่วยรับมือกับโรคมะเร็ง
  • งานวิจัยในอดีตพบว่าเนื้องอกบางชนิดอาจจะต้องอาศัยระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง

การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอตลอดทั้งวัน อาจจะช่วยให้คนไม่มีอาการสมองตื้อและภาวะไม่มีแรงในช่วงบ่าย และก็ช่วยในการบรรเทารวมถึงดูแลโรคเบาหวานได้ด้วย

มีงานวิจัยเบื้องต้นตีพิมพ์ในวรสาร Cell Reports พบว่าการจำกัดปริมาณน้ำตาลในเลือดอาจจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายบางชนิด

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Texas, Dallas ได้ทดลองจำกัดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง โดยการให้มันทานอาหารแนวคีโต และก็มีการให้ยาเบาหวานเพื่อที่จะป้องกันการทำงานของไตในการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสกลับเข้ากระแสเลือด

การใช้อาหารร่วมกับยาเบาหวานในหนู ไม่ได้ทำให้เนื้องอกในส่วนของมะเร็งปอดและมะเร็งหลอดลมหดตัวลงแต่อย่างใด แต่มันช่วยยับยั้งการพัฒนาของขนาดเนื้อร้ายได้

นักวิจัย Jung-Whan Kim กล่าว “ทั้งอาหารคีโตเจนิคและการใช้ยาในการจำกัดระดับกลูโคสในเลือดช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกชนิด squamous cell carcinoma ในหนูที่เป็นมะเร็งปอดได้”

“สิ่งสำคัญที่เราพบในการศึกษาในหนูนี้ก็คืออาหารคีโตอย่างเดียวนั้นส่งผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งชนิด squamous ได้ และเมื่อเราใช้ทั้งอาหารร่วมกับยาเบาหวานรงมถึงการรักษาเคมีบำบัด มันยิ่งได้ผลที่ดีมาก”

อย่างไรก็ตามนักวิจัยรายงานว่าอาหารคีโตร่วมกับการใช้ยานั้นไม่ได้ส่งผลต่อมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ประเภท squamous cell cancers แต่อย่างใด

งานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นต้นมากๆ และมันก็ไม่สามารถบอกได้ชัดว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้จะได้ผลเช่นเดียวกันกับในคนได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจจะบ่งชี้ว่า อาหารบางประเภท อาจจะส่งผลช่วยในการรักษาแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่าการรักษาแบบเกื้อกูล complementary therapy สำหรับคนที่อาจจะกำลังเข้ารับการรักษามะเร็ง

งานวิจัยชิ้นที่สองเกี่ยวกับน้ำตาล

งานวิจัยเกี่ยวกับหนูนี้ช่วยสนับสนุนแนวคิดของงานศึกษาในปี 2017

ในงานศึกษาปี 2017 พบว่ามะเร็งบางประเภทที่เรียกว่า SCC squamous cell carcinoma นั้นค่อนข้างที่จะต้องอาศัยน้ำตาลกลูโคสที่สูงเพื่อให้มันอยู่รอดและเจริญเติบโต

โดยในงานวิจัยปี 2017 นักวิจัยนำตัวอย่างเลือดของ 192 คนที่มีเซลล์มะเร็งประเภท SCC ในปอดหรือหลอดอาหาร รวมถึงตัวอย่างเลือดของ 120 คนที่เป็นมะเร็งปอดอีกประเภทคือ Adenocarcinoma

หลังจากนั้นก็มีการวัดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด และแบ่งกลุ่มเป็นผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 120 mg/dL และน้อยกว่า 120 mg/dL (ตัวชี้วัดหนึ่งในการตัดสินโรคเบาหวาน)

นักวิจัยกล่าว “เราพบความเชื่อมโยงอย่างน่าสนใจระหว่างปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงกับอัตราการรอด (survival rate) จากมะเร็งประเภท squamous cell carcinoma  แต่เราไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยมะเร็งปอดประเภท  Adenocarcinoma กับปริมาณน้ำตาลในเลือดแต่อย่างใด นี่แสดงว่าปริมาณน้ำตาลจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายประเภท SCC”

การค้นพบนี้แสดงว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงอาจจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการขยายตัวของเนื้อร้าย การรักษาระดับน้ำตาลในคงที่ในระหว่างการรักษาอาจจะเป็นการช่วยให้การรักษาแบบดั้งเดิม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แนวทางการรักษามะเร็งแบบใหม่

การรักษาและดูแลผู้ป่วยมะเร็งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในขณะที่การรักษาดั้งเดิมแบบการผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด และการฉายแสง ยังคงเป็นวิธีหลักในการกำจัดเนื้อร้าย นักวิจัยหลายๆที่ พยายามค้นหาวิธีอื่นที่จะช่วยเกื้อให้การรักษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อที่อย่าง้้อยจะช่วยในการหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

การรักษาต่างๆนี้ ไม่ใช่การทดแทนการรักษาเดิมแต่อย่างใด มันเป็นการรักษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการต่อสู้กับโรคร้าย

ในงานวิจัยปี 2014 ได้บ่งว่าการทานแบบอาหารคีโต เป็นการรักษาเสริมแบบหนึ่งที่ใช้ได้ดีกับการฉายแสงและเคมีบำบัด

นอกจากที่อาหารคีโตช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลให้สม่ำเสมอแล้วนั้น อาหารคีโตยังอาจจะช่วยในการทำให้เกิด Metabolic oxidative stress (MOS) โดยเฉพาะในเซลล์มะเร็งได้ด้วย นี่อาจจะทำให้เซลล์เหล่านี้มีความไวต่อการรักษาแบบเคมีบำบัดหรือการฉายแสงเพิ่มมากขึ้น

คุณหมอ William Li ผู้เขียนหนังสือ “Eat to Beat Disease: The new Science of How Your body Can heal it self” กล่าวว่า อาหารคีโตนั้นสามารถที่จะรบกวนการเจริญเติบโตของเนื้องอกมากกว่าหนึ่งวิธี เช่น การลดปริมาณน้ำตาลช่วยในการลดแหล่งพลังงานสำหรับเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติตรงที่มันค่อนข้างที่จะปรับตัวได้ช้าต่อภาวะที่น้ำตาลในน้อย ทำให้มันไม่สามารถอยู่รอดได้

คุณหมอยังกล่าวต่อ อาหารคีโตยังเป็นตัวกระตุ้นกระบวนอย่างน้อย 3 อย่างที่ช่วยในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ปริมาณน้ำตาลน้อยหมายถึงเซลล์สร้างโปรตีน IGF-1 น้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ลดการสร้างสาร VEGF ที่เป็นสารที่เซลล์มะเร็งใช้ในการให้ร่างกายสร้างเส้นเลือดใหม่ให้กับเซลล์มะเร็ง เมื่อเซลล์มะเร็งไม่มีเส้นเลือดใหม่ก็จะทำให้เซลล์ขาดสารอาหารและไม่สามารถเจริญเติบโตได้

อย่างไรก็ตาม อาหารคีโตไม่ควรถูกมองว่ามันเป็นการรักษาหลักแต่อย่างใด คุณหมอ Quintin Pan รองผอ.ศูนย์มะเร็ง University Hospitals Seidman Cancer Center กล่าว

ประโยชน์ในการรักษามะเร็งของอาหารคีโตยังคงเป็นคำถามปลายเปิดที่ยังต้องรองานวิจัยทางคลินิกที่ครอบคลุมก่อน ที่จะถูกชี้ชัดว่ามันมีประโยชน์อย่างแท้จริง

คนไข้คนใดก็ตามที่อยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็งควรจะพูดคุยกับคุณหมอก่อนที่จะลองการทานอาหารแบบใหม่ และปรึกษาถึงผลกระทบจากมัน โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่รับการรักษาเคมีบำบัดมักจะมีอาการคลื่นไส้ ทำให้อาจจะยากที่จะจำกัดการทานอาหารแบบเฉพาะ

สรุป

ถ้าคุณกำลังอยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง คุณควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนที่จะเปลี่ยนแนวทางการทานอาหาร แพทย์อาจจะมีการแนะนำให้คุณปรึกษากับนักโภชนาการเฉพาะทาง อาหารคีโตอาจจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมของคุณ แต่มันไม่ควรที่จะมาทดแทนการรักษาแบบเคมีบำบัดหรือการฉายแสงแต่อย่างใด

บทความนี้แปลมาจาก How the Keto Diet May Help Fight Certain Cancer Tumors

ใส่ความเห็น