การอดอาหาร ความเชื่อ และศาสนา

การอดอาหาร ปลอดภัยจริงหรือไม่

ผมขอใช้บทความและหลักฐานทางประวัติศาสตร์และศาสนามาสนับสนุนแทนแนวคิดเรื่อง การอดอาหาร หรือ Intermittent Fasting แทนนะครับ

1. ศาสนาพุทธ

บทเรียนจากพระพุทธเจ้า ใน พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ ย่อหน้าที่ 265 พระองค์ทรงตรัสต่อพระภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พวกภิกษุได้ทำจิตของเราให้ยินดีเป็นอันมาก เราขอเตือนภิกษุทั้งหลายไว้ในที่นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียว เมื่อเราฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวอยู่แล รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพวกเธอก็จงฉันอาหารที่อาสนะแห่งเดียวเถิด แม้พวกเธอฉันอาหารที่

อาสนะแห่งเดียวกัน ก็จะรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากายมีกำลัง

และอยู่อย่างผาสุก”

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุธเข้าทรงสอนให้ผู้ติดตาม สงฆ์ ฉันมื้อเดียวเพื่อที่จะลดการป่วยและบาดเจ็บ ด้วยเหตุนี้หากจะมองว่าฉันมื้อเดียวหรือ การอดอาหาร ไม่ปลอดภัยก็ไม่จริงใช่ไหมครับ หรือ

อ่านเพื่มเติม อาหารคีโตปลอดภัยหรือไม่

2. ศาสนาคริสต์

การอดอาหาร

ก็มีการกล่าวถึงการอดอาหาร ในหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการที่อดอาหารจะทำให้คุณใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า

เช่น

Exodus 34:28 “Moses was there with the LORD forty days and forty nights without eating bread or drinking water. And he wrote on the tablets the words of the covenant—the Ten Commandments.”

Luke 2:37 “and then was a widow until she was eighty-four. She never left the temple but worshiped night and day, fasting and praying.”

Psalm 35:13-14 “Yet when they were ill, I put on sackcloth and humbled myself with fasting. When my prayers returned to me unanswered, I went about mourning as though for my friend or brother. I bowed my head in grief as though weeping for my mother.”

3. ศาสนาอิสลาม

การอดอาหาร

ก็มี การอดอาหาร เช่นกัน นั่นก็ ในช่วงศีลอด หรือ Ramadan

Quran 2:183 “O ye who believe! Fasting is prescribed to you as it was prescribed to those before you, that ye may (learn) self-restraint,-“

พอดีผมก็มีเพื่อนที่เป็นอิสลามน้อย แต่เคยมีโอกาสเป็น roommate กับชาวปากีสถาน และเคยได้มีโอกาสเห็นการอดหารในช่วง Ramadan โดยเพื่อนคนนี้เขาไม่ได้ทานตอนเช้า เพราะอาจจะตื่นสายหรือผมไม่เคยตื่นมาดูแกทานก็ไม่ทราบ แต่ส่วนใหญ่แกจะทานหลังจากพระอาทิตย์ตกดินมื้อใหญ่เหมือนกัน

4. ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู

โดยในศาสนาฮินดูนั้นจะอดอาหารครึ่งวัน 1 วัน หรือมากกว่านั้น โดยศาสนาฮินดูจะมีการอดอาหารตามวัน 1-2 หรือมากกว่านั้นใน 1 อาทิตย์ เช่น การอดวันจันทร์ คือการบูชาพระศิวะ อดวันเสาร์การบูชาองค์หนุมาร เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการอดอาหารในวันสำคัญต่าง เพื่อ บูชาพระกฤษณะ พระพระพิฆเณศ เป็นต้น

เช่นเดียวกับในมหากาพย์มหาภารตะ เล่มที่ 13 ที่มีตอนหนึ่งที่  ยุธิษฐิระกล่าวถามเจ้าชายเทวพรตว่า “สิ่งใดเล่าคือตบะที่ยิ่งใหญ่สุด” เจ้าชายเทวพรตก็กล่าวตอบว่า “…มันไม่มีตบะใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการอดอาหาร”

พอจบจากศาสนาเราก็ลองมาดูในประวัติศาสตร์กันบ้างไหม

บางท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อของนักปราชญ์ชาวกรีกต่างๆ เช่น

Pythagoras (580-500BC) คนที่คิดสูตรสามเหลี่ยมมุมฉาก มีการอดอาหารนานถึง 40 วัน

Plato (427-347BC) ลูกศิษธ์ของ Socrates แบ่งยาเป็นสองแบบคือจริงและเท็จ โดยยาจริงที่ช่วยสุขภาพแกพูดถึงการอดอาหาร อากาศ และพระอาทิตย์

Hippocrates (460-357BC) บิดาแห่งกาแพทย์สมัยใหม่ เป็นคนคิดสูตรอาหารเมดิเตอเรเนียน กล่าวไว้ . “The addition of food should be much rarer, since it is often useful to completely take it away while the patient can withstand it, until the force of the disease reaches its maturity. If the body is cleared the more you feed it the more it will be harmed. When a patient is fed too richly, the disease is fed as well … excess is against nature.”

ใส่ความเห็น